ในปี 1998 Simons, D., & Levin, D. ได้เขียน paper ที่น่าสนใจ ชื่อว่า
Failure to Detect Changes to People During a Real-World Interaction
เขาทดลองให้ หน้าม้าปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยว จากนั้นก็ให้หน้าม้าทำทีกางแผนที่เข้าไปสอบถามเส้นทาง กับ เป้าหมาย
จังหวะที่กำลังสอบถามนั้น ก็ให้หน้าม้าอีกสองคน ถือประตู(กำลังขนประตูไปที่ไหนสักแห่ง) เดินแทรกกลางเข้ามาระหว่าง หน้าม้านักท่องเที่ยว กับเป้าหมาย
จังหวะที่ประตูกำลังบังเป้าหมายอยู่นั้น ก็ถือโอกาสสลับเปลี่ยนตัวหน้าม้าที่ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยว
คำถามของเขาก็คือ เป้าหมายจะรู้หรือไม่ว่า มีการสลับตัวเกิดขึ้น
ครั้งที่ 1 เขาทดลอง 15 ครั้ง 7 ใน 15 บอกว่าสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง ที่น่าสนใจก็คือ 7 คน นั้นอยู่ในช่วงอายุ 20-30 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุเดียวกับหน้าม้า
ส่วนเป้าหมายที่ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง จะอยู่ในช่วงอายุ 30-60 ปี
เขาตั้งข้อสงสัยว่า social group มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่? (สมมติฐานมีอยู่ว่า เรา treat คนไม่เท่าเทียมกัน โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มที่เป็นพวกเดียวกับเรามากกว่า) เขาก็เลยทำการทดลองใหม่อีกครั้ง คราวนี้เปลี่ยนรูปลักษณ์หน้าม้า โดยแปลงร่างเป็นช่างก่อสร้าง
(ที่พิเศษว่าครั้งแรก ก็คือ หน้าม้าใส่เสื้อคนละสีเลย เมื่อเทียบกับครั้งแรกที่ยังแต่งตัวเหมือนๆกันอยู่)
จากการทดลอง 12 ครั้ง กับเป้าหมายที่อายุ 20-30 ปี พบว่า มีแค่ 4 คนเท่านั้นที่สังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลง
? blindness นั้นเกิดจากอะไร, เป็นข้อจำกัดทางกายภาพของเรา
หรือเกิดจากการที่เราหมกมุ่นกับความคิดที่อยู่ใน "หัว" ของเรามากเกินไป
ตามไปดูรูปและรายละเอียดได้ที่นี่
Tuesday, October 28, 2008
Friday, October 17, 2008
Local Loop Expression ภาค 2
วันนี้เห็น code การบ้าน haskell ของ Porges
ตรงส่วนของการวน loop รับ entry ของ user
โดย user ต้องเลือก choice ว่าอยากให้โปรแกรมเป็น c(client) หรือ s(server)
โดย code มีหน้าตาแบบนี้
ประเด็นที่ผมสนใจ ก็คือ การวนลูป รับค่าจาก user และตรวจสอบว่าเป็นค่าที่ถูกต้องไหม
ตรงนี้เขา define function ที่ชื่อ untilM เข้ามาช่วย
หน้าตาของ untilM
จะเห็นว่า untilM รับ arguments 2 ตัวคือ p(predicate) กับ x
โดยมันจะทำ x ก่อน
ผลลัพท์ที่ได้จะถูก test ด้วย p
ถ้าผ่าน ก็จะ return กลับมา ถ้าไม่ผ่านก็ recursive รับค่าต่อไป
เห็นแล้วก็นึกถึง Local loop expression ที่เคยเขียนถึง
ก็เลยลองจับ untilM มาเขียนใหม่ด้วย fix ได้หน้าตาแบบนี้ออกมา
ดูแล้วก็ยังไม่สวยถูกใจเท่าไรนัก
ตรงส่วนของการวน loop รับ entry ของ user
โดย user ต้องเลือก choice ว่าอยากให้โปรแกรมเป็น c(client) หรือ s(server)
โดย code มีหน้าตาแบบนี้
main = withSocketsDo $ do -- enable sockets under windows
putStrLn "Welcome to One-Way Chat version 1.0"
...
input <- untilM -- get input of 'c' or 's'
(\x -> (not $ null x) && toLower (head x) `elem` "cs")
(putStr "Client or server? " >> getLine)
...
ประเด็นที่ผมสนใจ ก็คือ การวนลูป รับค่าจาก user และตรวจสอบว่าเป็นค่าที่ถูกต้องไหม
ตรงนี้เขา define function ที่ชื่อ untilM เข้ามาช่วย
หน้าตาของ untilM
-- monadic `until`
untilM p x = x >>= (\y -> if p y then return y else untilM p x)
จะเห็นว่า untilM รับ arguments 2 ตัวคือ p(predicate) กับ x
โดยมันจะทำ x ก่อน
ผลลัพท์ที่ได้จะถูก test ด้วย p
ถ้าผ่าน ก็จะ return กลับมา ถ้าไม่ผ่านก็ recursive รับค่าต่อไป
เห็นแล้วก็นึกถึง Local loop expression ที่เคยเขียนถึง
ก็เลยลองจับ untilM มาเขียนใหม่ด้วย fix ได้หน้าตาแบบนี้ออกมา
import Control.Monad.Fix
main = do ...
...
input <- fix (\loop ->
do putStr "Client or server? "
l <- getLine
if head(l) `elem` "cs" then return l else loop)
...
ดูแล้วก็ยังไม่สวยถูกใจเท่าไรนัก
Related link from Roti
Labels:
haskell
Saturday, October 04, 2008
thunks
พึ่งได้เห็นคำว่า
ซึ่งเขาบอกว่าการเขียน JQuery นั้น, มันบังคับให้ใช้ form แบบ thunks เยอะมาก
และเขาก็ยกตัวอย่าง code มาให้ดูด้วย
ใน code ข้างบนบั้น, thunks ก็คือ function ที่ไม่มี parameter
และวัตถุประสงค์การใช้มัน ก็คือ delay การทำงานของ code ในส่วนที่เราต้องการส่งไปเป็น argument
ต้องท้าวความนิดหนึ่ง สำหรับคนที่ตามไม่ทัน
ใน programming language ส่วนใหญ่
argument ที่เราส่งไปให้ function หรือ procedure
จะถูก evulate ก่อนที่จะถูกส่งเข้าไปใน function
ยกตัวอย่าง syntax แบบนี้
ในหลายๆภาษาเราไม่สามารถสร้าง function ให้เรียนแบบ syntax ข้างบนได้
เพราะถ้าเราลองเขียนแบบข้างล่างนี้ดู เราจะพบว่า t กับ f จะถูก evaluate ก่อนที่จะ check if เสมอ
สำหรับผมหลังจากนั่งงงดู code สักพักแล้วก็ร้องอ๋อ ว่า มันคาบเกี่ยวกับเรื่องของ higher order function
แล้วก็ closure ด้วย (คิดว่า thunk จริงๆใน lisp ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคำนี้ น่าจะมีความหมายมากกว่านี้)
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน wikipedia-thunk
thunks จาก blog ของ Phil Windleyซึ่งเขาบอกว่าการเขียน JQuery นั้น, มันบังคับให้ใช้ form แบบ thunks เยอะมาก
และเขาก็ยกตัวอย่าง code มาให้ดูด้วย
$(document).ready(function() {
$("#orderedlist li:last").hover(function() {
$(this).addClass("green");
},function(){
$(this).removeClass("green");
});
});
ใน code ข้างบนบั้น, thunks ก็คือ function ที่ไม่มี parameter
และวัตถุประสงค์การใช้มัน ก็คือ delay การทำงานของ code ในส่วนที่เราต้องการส่งไปเป็น argument
ต้องท้าวความนิดหนึ่ง สำหรับคนที่ตามไม่ทัน
ใน programming language ส่วนใหญ่
argument ที่เราส่งไปให้ function หรือ procedure
จะถูก evulate ก่อนที่จะถูกส่งเข้าไปใน function
ยกตัวอย่าง syntax แบบนี้
expr ? Texpr: Fexpr
ในหลายๆภาษาเราไม่สามารถสร้าง function ให้เรียนแบบ syntax ข้างบนได้
เพราะถ้าเราลองเขียนแบบข้างล่างนี้ดู เราจะพบว่า t กับ f จะถูก evaluate ก่อนที่จะ check if เสมอ
int ifexpr( int x, int t, int f )
{
if( x ) return t;
return f;
}
สำหรับผมหลังจากนั่งงงดู code สักพักแล้วก็ร้องอ๋อ ว่า มันคาบเกี่ยวกับเรื่องของ higher order function
แล้วก็ closure ด้วย (คิดว่า thunk จริงๆใน lisp ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคำนี้ น่าจะมีความหมายมากกว่านี้)
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน wikipedia-thunk
Related link from Roti
Labels:
programming
Monday, September 22, 2008
Local Loop Expression
เคยเขียนถึง Y combinator ไปที
ตอนนั้นก็ไม่เคยคิดว่า มันจะมีตัวอย่างการใช้งานในชีวิตจริง
วันนี้ได้เห็นตัวอย่างการนำไปใช้ ที่น่าสนใจ
โดยเขาเอามันมาทำ local loop expression
ในตัวอย่างข้างบน forkIO คือการแตก thread ออกไปทำงาน,
fix คือ function ที่ทำให้เกิด magic
โดยมันทำให้เราทำ recursive แบบไม่ต้องประกาศชื่อ function ได้
(ในตัวอย่าง loop ก็คือ function ที่ pass เข้ามา, ถ้าเราอยากให้มัน recursive ทำ ก็ให้เรียกมันซ้ำ)
ใน xmonad ที่เป็น window manager ที่เขียนด้วย haskell ก็มีใช้แบบนี้
โดยการทำงานก็คือการวน loop ตรวจสอบ windows event
เจ้า function fix มันอยู่ใน module Control.Monad.Fix
ซึ่งเกิดจาก paper นี้
ใครธาตุไฟแข็งแรงก็เข้าไปอ่านได้ครับ (ผมเปิดดูแล้วก็ปิดทันที)
ตอนนั้นก็ไม่เคยคิดว่า มันจะมีตัวอย่างการใช้งานในชีวิตจริง
วันนี้ได้เห็นตัวอย่างการนำไปใช้ ที่น่าสนใจ
โดยเขาเอามันมาทำ local loop expression
reader <- forkIO $ fix $ \loop -> do
(nr', line) <- readChan chan'
when (nr /= nr') $ hPutStrLn hdl line
loop
ในตัวอย่างข้างบน forkIO คือการแตก thread ออกไปทำงาน,
fix คือ function ที่ทำให้เกิด magic
โดยมันทำให้เราทำ recursive แบบไม่ต้องประกาศชื่อ function ได้
(ในตัวอย่าง loop ก็คือ function ที่ pass เข้ามา, ถ้าเราอยากให้มัน recursive ทำ ก็ให้เรียกมันซ้ำ)
ใน xmonad ที่เป็น window manager ที่เขียนด้วย haskell ก็มีใช้แบบนี้
โดยการทำงานก็คือการวน loop ตรวจสอบ windows event
f = fix $ \again -> do
more <- checkMaskEvent d enterWindowMask ev
when more again
เจ้า function fix มันอยู่ใน module Control.Monad.Fix
ซึ่งเกิดจาก paper นี้
ใครธาตุไฟแข็งแรงก็เข้าไปอ่านได้ครับ (ผมเปิดดูแล้วก็ปิดทันที)
Related link from Roti
Labels:
haskell
Friday, September 12, 2008
เขียน Rome 's plugin
ถ้าจะต้องเขียนโปรแกรม parse feed, เราสามารถเลือกวิธีการได้หลายวิธี
แบบที่ง่ายที่สุดก็คือ ใช้พวก xml parser library ซึ่งมีอยู่มากมาย
เรื่องกวนใจที่ตามมาก็คือ feed มันมี format หลักๆอยู่ 2 แบบ คือ rss และ atom
โปรแกรม parser เราก็เลยฉลาดขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง (จะเขียนโดยใช้ if หรือแยก function หรือแนว OOP ก็ว่าไป)
ในส่วนตัวผม ผมเลือกใช้ Rome (มันเป็น Java !!!)
ซึ่งเป็น api ในการ parse feed
โดยมันจะซ่อนความแตกต่างของโครงสร้างระหว่าง RSS และ ATOM ไว้จากเรา
ปัญหาที่เจอก็คือ กรณีที่เราไปดึง feed จาก FeedBurner
มันจะมี extension element จำนวนหนึ่งที่ Rome ไม่รู้จัก (ทำให้ไม่มี method ให้ get ค่าเหล่านั้น)
ยกตัวอย่าง Feed ของ Feedburner มันจะมีหน้าตาแบบนี้
สิ่งที่เราต้องการก็คือ
แต่โชคดีที่คนออกแบบ Rome เขามองการณ์ไกล เขาก็เลยเตรียมช่อง plugin ให้เราไว้แล้ว
วิธีการก็คือ เราต้องสร้าง (High Level) Parser ของเราขึ้นมาตัวหนึ่ง
และทำการ register มันเข้ากับ Rome
เจ้า Parser ตัวนี้ จะถูกเรียกใช้หลังจากที่ Rome สร้าง DOM structure ขึ้นมาแล้ว
หน้าที่ของ parser ก็คือ return Object ที่ wrap ค่าที่เราต้องการไว้
ตัวอย่าง code
ในฝั่งคนใช้งาน ถ้าเขียนเป็น groovy ก็เขียนง่ายๆแบบนี้
แบบที่ง่ายที่สุดก็คือ ใช้พวก xml parser library ซึ่งมีอยู่มากมาย
เรื่องกวนใจที่ตามมาก็คือ feed มันมี format หลักๆอยู่ 2 แบบ คือ rss และ atom
โปรแกรม parser เราก็เลยฉลาดขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง (จะเขียนโดยใช้ if หรือแยก function หรือแนว OOP ก็ว่าไป)
ในส่วนตัวผม ผมเลือกใช้ Rome (มันเป็น Java !!!)
ซึ่งเป็น api ในการ parse feed
โดยมันจะซ่อนความแตกต่างของโครงสร้างระหว่าง RSS และ ATOM ไว้จากเรา
ปัญหาที่เจอก็คือ กรณีที่เราไปดึง feed จาก FeedBurner
มันจะมี extension element จำนวนหนึ่งที่ Rome ไม่รู้จัก (ทำให้ไม่มี method ให้ get ค่าเหล่านั้น)
ยกตัวอย่าง Feed ของ Feedburner มันจะมีหน้าตาแบบนี้
<feed xmlns:feedburner="http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0">
...
<entry>
<title>xxx</title>
<content>yyyy<content>
<author>bact'</author>
<link href="http://feeds.feedburner.com/~r/bact/~3/326895937/hauntedness-management.html"/>
<feedburner:origLink href="http://bact.blogspot.com/2008/07/hauntedness-management.html"/>
</entry>
...
</feed>
สิ่งที่เราต้องการก็คือ
origLink ซึ่ง ROME ไม่มี api ให้ใช้แต่โชคดีที่คนออกแบบ Rome เขามองการณ์ไกล เขาก็เลยเตรียมช่อง plugin ให้เราไว้แล้ว
วิธีการก็คือ เราต้องสร้าง (High Level) Parser ของเราขึ้นมาตัวหนึ่ง
และทำการ register มันเข้ากับ Rome
เจ้า Parser ตัวนี้ จะถูกเรียกใช้หลังจากที่ Rome สร้าง DOM structure ขึ้นมาแล้ว
หน้าที่ของ parser ก็คือ return Object ที่ wrap ค่าที่เราต้องการไว้
ตัวอย่าง code
public class Parser implements ModuleParser {
public String getNamespaceUri() {
return FeedburnerModule.FEEDBURNER_URI;
}
public Module parse(Element element) {
Element origLink = element.getChild("origLink", FeedburnerModule.FEEDBURNER_NS);
if (origLink != null) {
FeedburnerModuleImpl impl = new FeedburnerModuleImpl(FeedburnerModule.class, FeedburnerModule.FEEDBURNER_URI);
impl.setOrigLink(origLink.getTextTrim());
return impl;
}
return null;
}
}
ในฝั่งคนใช้งาน ถ้าเขียนเป็น groovy ก็เขียนง่ายๆแบบนี้
def entry0 = feed.entries[0]
def module = entry0.getModule('http://rssnamespace.org/feedburner/ext/1.0')
assertEquals 'http://bact.blogspot.com/2008/07/hauntedness-management.html', module.origLink
Related link from Roti
Labels:
java
Sunday, August 31, 2008
barcampbangkok2
ในงานผมได้พูดเรื่อง "25 วัน เชียงใหม่-กรุงเทพฯ โดยเรือแคนนู"
แต่ตอน present ผมเปิด google map ไม่ได้
เลยขอลง map ให้ดูในนี้แล้วกัน
View Larger Map
ส่วนรูปดูได้ที่นี่
เรื่องประทับใจในงาน barcampbangkok2 ของผม
ข้อสังเกต
แต่ตอน present ผมเปิด google map ไม่ได้
เลยขอลง map ให้ดูในนี้แล้วกัน
View Larger Map
ส่วนรูปดูได้ที่นี่
![]() |
| 25days |
เรื่องประทับใจในงาน barcampbangkok2 ของผม
- เนื้อหาที่ประทับใจมากที่สุด เรื่อง Riding on Fans’ Energy: Touhou, Fan Culture, and Grassroot Entertainment ของอาจารย์โป้ง ที่พูดเกี่ยวกับปรากฎการณ์ของเกมส์ Touhou
เกมส์ที่สร้างโดยคนคนเดียว แต่สามารถจัด event ที่บรรดาแฟนๆ 47,000 คนมาร่วมงานได้
ใครสนใจตามไปอ่านบทความของอาจารย์โป้งได้ที่นี่ Link
ไม่ใช่แต่เนื้อหาเท่านั้นที่น่าสนใจ ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ
ตอนที่อาจารย์โป้งพูดนั้น เวลาดันหมดเสียก่อน
แต่ด้วย spirit ของ barcamp, คนฟังก็เลยรวมตัวกันเปิดห้องขึ้นใหม่อีกห้องหนึ่ง เพื่อฟังต่อให้จบ
ข้อสังเกต
- จำนวนห้องที่มากถึง 8 ห้อง ทำให้เกิด paradox of choice เล็กๆขึ้นมา
- 2 วันนี่เหนื่อยไปหน่อย, ดูเหมือน climax จะไปอยู่ที่ beercamp ทำให้อีกวันดูเงียบๆไปหน่อย
- ขาดบริเวณพักผ่อนกลาง ที่เปิดโอกาสให้นั่งเล่น และ present งานสำหรับคนที่ไม่ได้ถูกเลือกหัวข้อ
Related link from Roti
Labels:
barcampbangkok
Tuesday, August 26, 2008
rabbiter
@sugree tweet ถามถึง Rabbiter, ด้วยความที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ก็เลยต้องไปหาข้อมูลมาอ่านก่อน
เป้าหมายของเจ้า rabbiter ก็คือ
เจ้า rabbitter จริงๆแล้วก็คือ module extension ของ ejabberd โดยมันจะประพฤติตนเป็น bot คอยโต้ตอบกับเรา
หน้าที่ของมันก็คือการ relay message ของคนอื่นๆที่เราสนใจ (follow) มาให้เรา หรือ ส่งต่อข้อความของเรา ไปให้กับคนอื่นที่สนใจติดตามเรา (follower)
โดยการ relay นี้สามารถทำข้ามวง ejabberd server ได้
ในแง่ architecture ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ มันใช้ messageing queue (rabbitmq) เข้ามา handle publisher-subscriber model.
อ่านเอกสารอธิบายอย่างละเอียดได้ที่นี่
https://dev.rabbitmq.com/wiki/RabbiterFederation
Note: ตอนทดสอบต้องระวังประเด็นที่ IM client แอบแก้ message ของเรา เช่น pidgin บน linux, ที่เวลาเราสั่ง
เป้าหมายของเจ้า rabbiter ก็คือ
using XMPP to build a decentralized microblogging platform (think Twitter busted apart to run as a distributed network of microblogging providers)
หลักการทำงาน
เจ้า rabbitter จริงๆแล้วก็คือ module extension ของ ejabberd โดยมันจะประพฤติตนเป็น bot คอยโต้ตอบกับเรา
หน้าที่ของมันก็คือการ relay message ของคนอื่นๆที่เราสนใจ (follow) มาให้เรา หรือ ส่งต่อข้อความของเรา ไปให้กับคนอื่นที่สนใจติดตามเรา (follower)
โดยการ relay นี้สามารถทำข้ามวง ejabberd server ได้
ในแง่ architecture ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ มันใช้ messageing queue (rabbitmq) เข้ามา handle publisher-subscriber model.
อ่านเอกสารอธิบายอย่างละเอียดได้ที่นี่
https://dev.rabbitmq.com/wiki/RabbiterFederation
วิธีการ install
- ติดตั้ง erlang, เนื่องจาก erlang compile ได้ง่ายๆ ดังนั้นใช้วิธี download source code มา compile เองดีกว่า
version ที่ผมใช้ก็คือ r12-b3 - ติดตั้ง rabbitemq-server
ตัวนี้ให้ download source version 1.4.0 มา เวลา compile ก็แค่สั่ง make เป็นอันเสร็จพิธี - ทำให้ erlang มองเห็น rabbitmq-server module
ถ้าเราติดตั้ง erlang ด้วยการ compile code เอง, modules path ของ erlang จะอยู่ที่ /usr/local/lib/erlang/lib
โดยมีหน้าตาประมาณนี้
pphetra@[/usr/local/lib/erlang/lib]
$ ls
appmon-2.1.9 dialyzer-1.8.1 mnesia-4.4.3 ssl-3.9
asn1-1.5.2 docbuilder-0.9.8.4 observer-0.9.7.4 stdlib-1.15.3
common_test-1.3.2 edoc-0.7.6 orber-3.6.9 syntax_tools-1.5.5
...
ให้ทำ symbolic link กับ directory rabbitmq-server-1.4.0
Note: ตรงนี้ให้ระวังชื่อด้วย เพราะ code ของ rabbiter มันต้องการให้เป็นชื่อ rabbitmq_server เป๊ะๆ
$ ls -l rab*
lrwxr-xr-x 1 root pphetra 40 Aug 27 13:05 rabbitmq_server -> /Users/pphetra/dev/rabbitmq-server-1.4.0 - ขั้นถัดไปก็ clone เจ้า rabbiter จาก github
Note: ใครที่สั่ง clone แล้วเกิด error timeout ให้ลองเปลี่ยน url จาก git://github.com/tonyg/rabbiter.git
เป็น http://github.com/tonyg/rabbiter.git
เมื่อได้มาแล้ว ก็ทิ้งไว้ก่อน เดี๋ยวเราจะไปฝาก compile กับ ejabberd - ติดตั้ง ejabberd, ตัวนี้ให้ใช้ version 2.0.1
ก่อน compile ก็ให้ไปแอบทำ symbolic link เจ้า file mod_rabbiter.erl เข้ามาใน directory ejabberd-2.0.1/src เสียก่อน
(หรือจะเล่นลูกทุ่ง copy เอาดื้อๆ ก็ไม่ผิด) - config ejabberd ให้รู้จัก rabbiter
โดย edit /etc/ejabberd/ejabberd.cfg
เพิ่ม บรรทัดนี้ลงไป
{modules,
[
{mod_adhoc, []},
{mod_announce, [{access, announce}]}, % recommends mod_adhoc
{mod_caps, []},
...
{mod_rabbiter, []},
...
การทดสอบ
- สั่ง start ejabberd ด้วยคำสั่ง
/sbin/ejabberdctl start
ตรวจสอบว่า start สำเร็จหรือไม่ ด้วยคำสั่ง/sbin/ejabberdctl status
$ ./ejabberdctl status
Node ejabberd@localhost is started. Status: started
ejabberd is running - add user
$ ./ejabberdctl register pphetra localhost mypassword
$ ./ejabberdclt register sugree localhost anypassword - ทดลองใช้ IM ต่อเข้ามา โดยระบุตัวตนเป็น pphetra
จากนั้นก็ add contact rabbiter@rabbiter.localhost
ลองสั่ง*helpก็จะได้ message แบบนี้
To give me a command, choose one from the list below. Make sure you prefix it with '*', otherwise I'll interpret it as something you want to send to your group of followers. You can say '*help (command)' to get details on a command you're interested in. If you want to actually say 'help', rather than asking for help, type '*say help' instead.
["*help","*follow","*unfollow","*following","*followers",
"*invite"]
ลองสั่ง*follow sugree@localhostก็จะได้รับ message แบบนี้
You are now following sugree@localhost.
Note: user sugree ต้องเคย logon ก่อนด้วย IM client ไม่งั้น จะได้ error เป็นแบบนี้
I don't know that person. Perhaps you could invite them to get in touch?
Note: ตอนทดสอบต้องระวังประเด็นที่ IM client แอบแก้ message ของเรา เช่น pidgin บน linux, ที่เวลาเราสั่ง
*follow x@y มันจะแอบเปลี่ยนเป็น *follow x@y <mailto:x@y> ซึ่งส่งผลให้ rabbiter ไม่รู้จักคำสั่งนี้
Related link from Roti
Friday, August 22, 2008
Specifying revisions
หลายคนคงเคยผ่านตากับการอ้างถึง parent ของ branch แบบนี้ (เครื่องหมาย ^)
ถ้าไปเปิด man page ของ git-rev-parse จะพบ diagram ที่ช่วยให้เราเข้าใจถึงการใช้
Note: tree มันกลับหัว, A คือ ยอดบนสุดของ ที่เกิดจากการ merge B กับ C
git checkout HEAD^^
ถ้าไปเปิด man page ของ git-rev-parse จะพบ diagram ที่ช่วยให้เราเข้าใจถึงการใช้
^
Here is an illustration, by Jon Loeliger. Both node B and C are a
commit parents of commit node A. Parent commits are ordered
left-to-right.
G H I J
\ / \ /
D E F
\ | / \
\ | / |
\|/ |
B C
\ /
\ /
A
A = = A^0
B = A^ = A^1 = A~1
C = A^2 = A^2
D = A^^ = A^1^1 = A~2
E = B^2 = A^^2
F = B^3 = A^^3
G = A^^^ = A^1^1^1 = A~3
H = D^2 = B^^2 = A^^^2 = A~2^2
I = F^ = B^3^ = A^^3^
J = F^2 = B^3^2 = A^^3^2
Note: tree มันกลับหัว, A คือ ยอดบนสุดของ ที่เกิดจากการ merge B กับ C
Related link from Roti
Labels:
git
Friday, August 15, 2008
Do anything at barcamp bangkok 2
keyword ของ barcamp ก็คือ "เนื้อหา เกิดจาก ผู้เข้าร่วม"
คนพูดไม่จำเป็นต้องเป็น expert ในสิ่งที่พูดหรอก แค่มีประสบการณ์ดีๆที่อยากแบ่งปัน ก็เพียงพอแล้ว
มาร่วมกันสร้างอนาคตใหม่ให้กับวงการ IT เมืองไทย ด้วยการเปลี่ยนจาก ผู้รับ(passive) เป็น ผู้ให้(active) กันเถอะ
credits
เด็กตีลังกา - เด็กชายปัณณ์
เด็กห้อยหัว - เด็กชายปุณณ์
เด็กที่คนหัวโล้นอุ้ม - เด็กหญิงนมนต์ (สะกดถูกหรือเปล่าเนี่ย)
ผู้ชายกางเกงลาย - ผมเอง
ผู้ชายหัวโล้น - roofimon
คนถ่าย - keng
สถานที่ - opendream.org
คนพูดไม่จำเป็นต้องเป็น expert ในสิ่งที่พูดหรอก แค่มีประสบการณ์ดีๆที่อยากแบ่งปัน ก็เพียงพอแล้ว
มาร่วมกันสร้างอนาคตใหม่ให้กับวงการ IT เมืองไทย ด้วยการเปลี่ยนจาก ผู้รับ(passive) เป็น ผู้ให้(active) กันเถอะ
credits
เด็กตีลังกา - เด็กชายปัณณ์
เด็กห้อยหัว - เด็กชายปุณณ์
เด็กที่คนหัวโล้นอุ้ม - เด็กหญิงนมนต์ (สะกดถูกหรือเปล่าเนี่ย)
ผู้ชายกางเกงลาย - ผมเอง
ผู้ชายหัวโล้น - roofimon
คนถ่าย - keng
สถานที่ - opendream.org
Related link from Roti
Labels:
barcampbangkok
Monday, August 04, 2008
code ของ grails 's plugin
คราวก่อนที่เจอปัญหา xml-rpc บน grails, ผมได้นั่งแกะโครงสร้าง plugins ของ grails ไปแวบหนึ่ง
รู้สึกติดใจว่า ถ้ามีเวลาต้องมานั่งแกะให้เป็นเรื่องเป็นราว
วันนี้ได้ที ใน mailing list ของ th-grails-user มีปัญหาซึ่งพาดพิงถึง mail-plugin
ก็เลยจัดการ install แล้วก็นั่งแกะ code ว่ามันทำอะไรบ้าง
function หลักๆที่ mail plugin ทำก็คือ
code ในส่วนของ function แรกที่น่าสนใจ ก็คือการ define bean 'mailSender'
ลองดู code ที่มันใช้
method นี้จะถูกเรียกใช้ในช่วง startup ของ grails
ซึ่งข้างในจะเห็นว่ามันใช้ DSL ในการ config spring
code ข้างบน ถ้าเขียนในแบบดั้งเดิมของ spring ก็จะออกมาทำนองนี้
ข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัด สำหรับการใช้ DSL ในการ config spring ก็คือ
เราสามารถใส่ logic ลงไปได้ (เพราะมันเป็น code ไม่ใช่ xml)
ในส่วน function ที่สอง ที่มีการ inject method ให้กับทุก controller
ถ้าดูตาม code แล้วจะเห็นว่ามันทำแบบนี้
code กระทัดรัดมาก มันแค่ส่งต่อ closure ที่รับเข้ามาให้กับ mailService
ถ้าเป็น java code ก็ต้องยืดยาวประมาณนี้
รู้สึกติดใจว่า ถ้ามีเวลาต้องมานั่งแกะให้เป็นเรื่องเป็นราว
วันนี้ได้ที ใน mailing list ของ th-grails-user มีปัญหาซึ่งพาดพิงถึง mail-plugin
ก็เลยจัดการ install แล้วก็นั่งแกะ code ว่ามันทำอะไรบ้าง
function หลักๆที่ mail plugin ทำก็คือ
- สร้าง service ที่ชื่อ mailService เพื่อให้ controller หรือ domain เรียกใช้ตามอัธยาศัย
โดย service นี้ จะทำหน้าที่สร้าง builder ที่จะใช้แปลง closure ที่ pass เข้ามา ให้กลายเป็น mail message
ก่อนจะ delegate ต่อให้ mailSender bean เป็นคนจัดการส่งออกไป
(mailSender แอบใช้ของที่ spring มีอยู่แล้ว นั่นคือ org.springframework.mail.javamail.JavaMailSenderImpl) - สร้าง method ที่ชื่อ sendMail ให้กับ controller ทุกตัวที่มี ผ่านทางกลไกของ metdata
code ในส่วนของ function แรกที่น่าสนใจ ก็คือการ define bean 'mailSender'
ลองดู code ที่มันใช้
def doWithSpring = {
def config = application.config.grails.mail
mailSender(JavaMailSenderImpl) {
host = config.host ?: "localhost"
defaultEncoding = config.encoding ?: "utf-8"
if(config.port)
port = config.port
if(config.username)
username = config.username
if(config.password)
password = config.password
if(config.protocol)
protocol = config.protocol
if(config.props instanceof Map && config.props)
javaMailProperties = config.props
}
}
method นี้จะถูกเรียกใช้ในช่วง startup ของ grails
ซึ่งข้างในจะเห็นว่ามันใช้ DSL ในการ config spring
code ข้างบน ถ้าเขียนในแบบดั้งเดิมของ spring ก็จะออกมาทำนองนี้
<bean id="mailSender"
class="org.springframework.mail.javamail.JavaMailSenderImpl">
<host>localhost</host>
<defaultEncoding>utf-8</defaultEncoding>
...
</bean>
ข้อได้เปรียบที่เห็นได้ชัด สำหรับการใช้ DSL ในการ config spring ก็คือ
เราสามารถใส่ logic ลงไปได้ (เพราะมันเป็น code ไม่ใช่ xml)
ในส่วน function ที่สอง ที่มีการ inject method ให้กับทุก controller
ถ้าดูตาม code แล้วจะเห็นว่ามันทำแบบนี้
def doWithApplicationContext = { applicationContext ->
configureSendMail(application, applicationContext)
}
def configureSendMail(application, applicationContext) {
application.controllerClasses*.metaClass*.sendMail = {Closure callable ->
applicationContext.mailService?.sendMail(callable)
}
}
code กระทัดรัดมาก มันแค่ส่งต่อ closure ที่รับเข้ามาให้กับ mailService
ถ้าเป็น java code ก็ต้องยืดยาวประมาณนี้
MailService svr = (MailService) ctx.getBean('mailService');
if (svr != null) {
svr.sendMail(...);
}
Related link from Roti
Tuesday, July 22, 2008
ปัญหา grails กับ xml-rpc
ใน open source project ที่กำลังทำอยู่ (ใช้ grails)
มันมี feature หนึ่งต้องสามารถรับ request เป็น xml-rpc ได้
จัดการเคาะ google หนึ่งที ก็ได้ความว่ามี plugin xmlrpc ให้ใช้
จัดการสั่ง
implement service, controller อีก ~20 บรรทัด ก็ได้ xml-rpc ฝั่ง server มาเชยชม
จากนั้นก็ทดลองเขียน xml-rpc client ด้วย python
ทดลอง run ดูก็พบว่าโลกไม่สวยงามอย่างที่คิด
มี stack trace ยอดยืดเป็นหางว่าว
debug พักใหญ่ๆ ก็ได้ความว่า มันเป็น bug ตัวนี้
http://jira.codehaus.org/browse/GRAILSPLUGINS-201
http://jira.codehaus.org/browse/GRAILS-2017
อืมม์ fixed โดยการ disable feature หนึ่งทิ้งไป
แสดงว่าเราต้องเลือกว่า อยากได้ feature ไหนมากกว่ากัน
ในเบื้องต้นเนื่องจาก xmlrpc ผมยังเป็น rpc ตัวน้อยๆอยู่
ผมก็เลยเลือกว่าจะไม่ใช้ xmlrpc plugin (ซึ่งหมายความว่าต้อง implement xmlrpc แบบง่ายๆด้วยตัวเอง)
วิธีการง่ายๆแบบนี้เลย
Update: พบปัญหาว่า กรณีมี params มากกว่า 1 ตัวแล้ว ดูเหมือนมันจะ parse ให้ผิด
ตอนนี้เลย switch ไปใช้ xml-rpc plugin แล้วทำการ disable auto xml parsing ไปก่อน
มันมี feature หนึ่งต้องสามารถรับ request เป็น xml-rpc ได้
จัดการเคาะ google หนึ่งที ก็ได้ความว่ามี plugin xmlrpc ให้ใช้
จัดการสั่ง
grails install-plugin xmlrpcimplement service, controller อีก ~20 บรรทัด ก็ได้ xml-rpc ฝั่ง server มาเชยชม
จากนั้นก็ทดลองเขียน xml-rpc client ด้วย python
ทดลอง run ดูก็พบว่าโลกไม่สวยงามอย่างที่คิด
มี stack trace ยอดยืดเป็นหางว่าว
debug พักใหญ่ๆ ก็ได้ความว่า มันเป็น bug ตัวนี้
http://jira.codehaus.org/browse/GRAILSPLUGINS-201
http://jira.codehaus.org/browse/GRAILS-2017
อืมม์ fixed โดยการ disable feature หนึ่งทิ้งไป
แสดงว่าเราต้องเลือกว่า อยากได้ feature ไหนมากกว่ากัน
ในเบื้องต้นเนื่องจาก xmlrpc ผมยังเป็น rpc ตัวน้อยๆอยู่
ผมก็เลยเลือกว่าจะไม่ใช้ xmlrpc plugin (ซึ่งหมายความว่าต้อง implement xmlrpc แบบง่ายๆด้วยตัวเอง)
วิธีการง่ายๆแบบนี้เลย
class RpcController {
def pingService
def ping = {
// ตรงนี้ grails มันจัดการแปลง xml ที่ส่งมาใน request body
// ให้อยู่ใน params object
def method = params.methodCall
def methodName = method.methodName
def methodParams = method.params
def result
if (methodName == 'ping') {
result = pingService.ping(methodParams)
} else {
result = "error: mismatch methodName ${methodName}, expect 'ping'"
}
def writer = new StringWriter()
def mkb = new groovy.xml.MarkupBuilder(writer)
mkb.methodResponse {
params {
param {
value {
string(result)
}
}
}
}
render(writer.toString())
}
}
Update: พบปัญหาว่า กรณีมี params มากกว่า 1 ตัวแล้ว ดูเหมือนมันจะ parse ให้ผิด
ตอนนี้เลย switch ไปใช้ xml-rpc plugin แล้วทำการ disable auto xml parsing ไปก่อน
Related link from Roti
Wednesday, July 16, 2008
เริ่มใช้ grails
ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสสัมผัสกับ Grails อย่างจริงๆจังเป็นครั้งแรก
โดยได้มีโอกาส implement open source project ตัวหนึ่งด้วย Grails
อารมณ์ในช่วงแรก ก็คือ "wow"
สาเหตุก็คือ มันใช้ stack ทุกอย่างที่ผมคุ้นเคย และใช้อยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็น spring, hibernate
แต่นำมาลด noise ด้วยการทำ DSL บ้าง หรือลด noise ด้วยคุณสมบัติของตัวภาษา groovy เองบ้าง
แถมยังยึดแนว convention over configuration ของ Rails อีก
learning curve ก็เลยถือว่าน้อยมากๆ
พอผ่านอารมณ์ wow มาได้
ก็ได้เวลาขัดอกขัดใจบ้างแล้ว
เริ่มแรกสุด ก็คือ ผมจำชื่อ package ของ java class ที่ใช้บ่อยๆไม่ได้
เดิมผมผลักภาระไปให้ IDE มัน popup หรือ import ให้เรา
แต่พอมาใช้ groovy, เจ้า context assistent ของ groovy ใน eclipse มันทำงานช้าเหลือเกิน
ความขัดใจที่สองก็คือมัน compile ช้า
เวลาเขียน unit testing เพื่อทดสอบหาแนวทางการทำงานของ library ต่างๆ (เช่น lucene, nekohtml)
การ run แต่ละครั้งมันหนึืดเหลือเกิน
แต่สิ่งที่ผมยึดถือก็คือ คนเราปรับตัวได้
อย่าปล่อยให้ความลำบากเล็กๆน้อยๆ (จากความไม่เคยชินของเรา) มาเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้
จากข้อ 1 ที่ไหนๆ groovy plugin มันไม่ได้ช่วยอะไรเรา (แถมยังขัดขาอีก)
ก็เลยเปลี่ยนไปใช้ emacs แทน (ซึ่งไม่มี context assistent แน่ๆ)
แล้วก็เปิด javadoc ไว้ข้างๆ เพื่อใช้ค้นหาชื่อ package
แต่ก็พบว่า ถ้าเราเขียนโปรแกรมแบบไม่ระบุ type มันก็จะช่วยลด import statement ไปได้เยอะเหมือนกัน
ส่วนข้อสอง ก็แก้โดย ใช้ groovy console ทดลองเขียนให้เรียบร้อยก่อน
จากนั้นค่อย copy ไปใส่ไว้ใน unit test.
โดยได้มีโอกาส implement open source project ตัวหนึ่งด้วย Grails
อารมณ์ในช่วงแรก ก็คือ "wow"
สาเหตุก็คือ มันใช้ stack ทุกอย่างที่ผมคุ้นเคย และใช้อยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็น spring, hibernate
แต่นำมาลด noise ด้วยการทำ DSL บ้าง หรือลด noise ด้วยคุณสมบัติของตัวภาษา groovy เองบ้าง
แถมยังยึดแนว convention over configuration ของ Rails อีก
learning curve ก็เลยถือว่าน้อยมากๆ
พอผ่านอารมณ์ wow มาได้
ก็ได้เวลาขัดอกขัดใจบ้างแล้ว
เริ่มแรกสุด ก็คือ ผมจำชื่อ package ของ java class ที่ใช้บ่อยๆไม่ได้
เดิมผมผลักภาระไปให้ IDE มัน popup หรือ import ให้เรา
แต่พอมาใช้ groovy, เจ้า context assistent ของ groovy ใน eclipse มันทำงานช้าเหลือเกิน
ความขัดใจที่สองก็คือมัน compile ช้า
เวลาเขียน unit testing เพื่อทดสอบหาแนวทางการทำงานของ library ต่างๆ (เช่น lucene, nekohtml)
การ run แต่ละครั้งมันหนึืดเหลือเกิน
แต่สิ่งที่ผมยึดถือก็คือ คนเราปรับตัวได้
อย่าปล่อยให้ความลำบากเล็กๆน้อยๆ (จากความไม่เคยชินของเรา) มาเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้
จากข้อ 1 ที่ไหนๆ groovy plugin มันไม่ได้ช่วยอะไรเรา (แถมยังขัดขาอีก)
ก็เลยเปลี่ยนไปใช้ emacs แทน (ซึ่งไม่มี context assistent แน่ๆ)
แล้วก็เปิด javadoc ไว้ข้างๆ เพื่อใช้ค้นหาชื่อ package
แต่ก็พบว่า ถ้าเราเขียนโปรแกรมแบบไม่ระบุ type มันก็จะช่วยลด import statement ไปได้เยอะเหมือนกัน
ส่วนข้อสอง ก็แก้โดย ใช้ groovy console ทดลองเขียนให้เรียบร้อยก่อน
จากนั้นค่อย copy ไปใส่ไว้ใน unit test.
Related link from Roti
Tuesday, July 15, 2008
kernel stat
เมื่อวานนั่งฟัง Bart Trojanowski พูดเรื่อง "Kernel walkthrough"
ฟังได้ไม่ถึงสิบนาที ภรรยาก็บอกว่า "ปิดเถอะ ได้ยินแล้วนอนไม่หลับ ไปซื้อหูฟังกันไหม?"
หน้าที่ของสามีที่ดีก็คือ งอนแต่พองาม
สบัดหน้าเม้มปากกัดกรามแล้วก็ปิดแต่โดยดี
ถึงได้ฟังนิดหน่อย แต่ก็ได้เห็น stat บางอย่างของ Linux kernel ที่น่าสนใจ
(ตัวเลขจริงๆจำไม่ได้แล้ว แต่วันนี้เจอ blog ที่พูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน อยู่ที่
http://cycle-gap.blogspot.com/2008/07/linux-kernel-development-stats-from.html
ก็เลยลอกมาให้นั่งดู ประหยัดแรง ไม่ต้องไปนั่งถอดเทป
)
จำนวน changes ต่อวัน
ใน code จำนวน 9 ล้านบรรทัดของ kernel เป็น core แค่ 5%
ตัวที่มีจำนวนบรรทัดมากสุดคือ driver ล่อไปซะ 55 %
ฟังได้แค่นี้แหล่ะ ไว้ได้หูฟังมาแล้ว ค่อยฟังต่อ
แต่ตัวเลขน่าสนใจมาก (ใครไม่อยากเสียเวลาฟัง ก็ไปแอบดูใน blog ข้างบนก่อนได้เลย)
ฟังได้ไม่ถึงสิบนาที ภรรยาก็บอกว่า "ปิดเถอะ ได้ยินแล้วนอนไม่หลับ ไปซื้อหูฟังกันไหม?"
หน้าที่ของสามีที่ดีก็คือ งอนแต่พองาม
สบัดหน้าเม้มปากกัดกรามแล้วก็ปิดแต่โดยดี
ถึงได้ฟังนิดหน่อย แต่ก็ได้เห็น stat บางอย่างของ Linux kernel ที่น่าสนใจ
(ตัวเลขจริงๆจำไม่ได้แล้ว แต่วันนี้เจอ blog ที่พูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน อยู่ที่
http://cycle-gap.blogspot.com/2008/07/linux-kernel-development-stats-from.html
ก็เลยลอกมาให้นั่งดู ประหยัดแรง ไม่ต้องไปนั่งถอดเทป
)
จำนวน changes ต่อวัน
- เพิ่มใหม่ 4300 บรรทัด
- แก้ไข 1800 บรรทัด
- ลบทิ้ง 1500 บรรทัด
ใน code จำนวน 9 ล้านบรรทัดของ kernel เป็น core แค่ 5%
ตัวที่มีจำนวนบรรทัดมากสุดคือ driver ล่อไปซะ 55 %
ฟังได้แค่นี้แหล่ะ ไว้ได้หูฟังมาแล้ว ค่อยฟังต่อ
แต่ตัวเลขน่าสนใจมาก (ใครไม่อยากเสียเวลาฟัง ก็ไปแอบดูใน blog ข้างบนก่อนได้เลย)
Related link from Roti
Labels:
linux
Tuesday, July 08, 2008
เปิดท้าย

ผมเป็นคนที่ชอบเล่นกับเด็กเล็ก เมื่อก่อนสมัยเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัย พอได้เวลาช่วงปิดเทอมเมื่อไร ผมก็จะไปออกค่ายสอนหนังสือเด็กๆชาวเขาที่ภาคเหนือ
หลังจากจบมาก็ไม่ได้มีกิจกรรมข้องแวะกับเด็กๆอีกเลย จนมามีลูกเป็นของตัวเอง, เมื่อลูกเริ่มถึงวัยมีเพื่อน ความสนุกเก่าๆก็หวนกลับมาอีกครั้ง, ทุกวันนี้พอตกตอนเย็น ผมก็จะเปิดประตูและกางเสื่อบนท้ายรถรอเด็กๆในหมู่บ้านแวะเวียนมาเล่นร่วมกัน
(รูปนี้แม่เด็กแอบขึ้นไปถ่ายตอนไหนก็ไม่รู้)
ปัญหาที่พบก็คือ เด็กๆมีคละวัยเหลือเกิน เจ้าเตาะแตะก็อยากเล่นแบบหนึ่ง พวกปรู๊ดปร๊าดก็อยากเล่นอีกแบบหนึ่ง
Related link from Roti
Tuesday, June 24, 2008
git-rerere
เวลาเราแตก branch ที่เรารู้ว่าเป็นหนังชีวิต (branch ที่มีอายุยาวๆ)
เรามักจะต้องคอย merge ตัว master เข้ามาที่ branch เรา เพื่อที่จะตรวจสอบ conflict ต่างๆที่เกิดขึ้น
ซึ่งมีศัพท์เรียกกันว่า "test merge"
ลองดูรูปประกอบข้างล่าง
ในที่นี่ topic ก็คือ branch (ที่อายุยืน) ของเรา
เครื่องหมาย '*' ก็คือ จุดที่ทั้ง topic และ master แตะเนื้อหาที่เดียวกัน (เป็นจุดที่เวลา merge แล้วจะเกิด conflict )
เครื่องหมาย '+' ก็คือ test merge ที่เกิดขึ้น (และได้ทำการ solve conflict ไว้แล้ว)
เมื่อเรา merge topic กลับไปยัง master,
commit ของ test merge ก็จะถูกเก็บไว้ใน history ของ master ไปด้วย
Note: รูปประกอบตัดมาจาก document ของ git
สำหรับบางคนประเด็นนี้ถือเป็นประเด็นที่สำคัญ
เช่น linus เขาเรียกเจ้า "test merge" นี้ว่า "useless merge"
และเห็นว่ากันว่า เขามักจะ reject เจ้า merge branch ที่มีเจ้า "test merge" ติดเข้ามาด้วย
แล้วทำอย่างไร ถึงจะไม่ให้มี test-merge ติดเข้ามาหล่ะ
วิธีที่เขาทำกันก็คือ
ยังทำ test-merge เหมือนเดิม แต่เมื่อ merge เสร็จแล้ว ก็จัดการลบ commit นั้นทิ้งเสีย ด้วยคำสั่ง
ผลที่ได้ก็คือ เวลา merge topic กลับเข้า master
เราก็จะได้ tree หน้าตาเกลี้ยงเกลาแบบนี้
แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ปัญหาที่ตามมาก็คือ ไอ้เจ้าพวก conflict ที่เราเคย solve ตอน test merge
มันจะตามกลับมาให้เราแก้ไขอีกครั้งตอน merge topic กลับไปยัง master
ซึ่งการแก้ไขสองรอบแบบนี้ไม่สนุกแน่ๆ
โชคดีที่ git มีทางออกให้เรา
คำสั่งที่เป็นพระเอกก็คือคำสั่ง git-rerere
หลังจาก merge แล้วเกิด conflict ขึ้น
ให้สั่ง git-rerere ก่อนที่จะแก้ไข conflict
และหลังจากแก้ไข conflict เสร็จแล้ว ก็ให้สั่ง git-rerere อีกที
ผลก็คือ เจ้า git จะแอบจำวิธี solve conflict ของเราไว้
ทำให้ครั้งต่อไปที่เกิด conflict แบบนี้ขึ้นมาอีก (test merge ครั้งถัดไป หรือตอน merge topic กลับ master)
มันจะจัดการ resolve ให้โดยอัติโนมัติ
โดย default แล้ว git-rerere ไม่ได้ถูก enable ไว้
เราสามารถสั่ง enable feature นี้โดยการเข้าไปสร้าง directory rr-cache ไว้ใต้ .git directory
เรามักจะต้องคอย merge ตัว master เข้ามาที่ branch เรา เพื่อที่จะตรวจสอบ conflict ต่างๆที่เกิดขึ้น
ซึ่งมีศัพท์เรียกกันว่า "test merge"
ลองดูรูปประกอบข้างล่าง
ในที่นี่ topic ก็คือ branch (ที่อายุยืน) ของเรา
เครื่องหมาย '*' ก็คือ จุดที่ทั้ง topic และ master แตะเนื้อหาที่เดียวกัน (เป็นจุดที่เวลา merge แล้วจะเกิด conflict )
เครื่องหมาย '+' ก็คือ test merge ที่เกิดขึ้น (และได้ทำการ solve conflict ไว้แล้ว)
เมื่อเรา merge topic กลับไปยัง master,
commit ของ test merge ก็จะถูกเก็บไว้ใน history ของ master ไปด้วย
$ git checkout topic
$ git merge master
$ ... work on both topic and master branches
$ git checkout master
$ git merge topic
o---*---o---+---o---o topic
/ / \
o---o---o---*---o---o---o---o---+ master
Note: รูปประกอบตัดมาจาก document ของ git
สำหรับบางคนประเด็นนี้ถือเป็นประเด็นที่สำคัญ
เช่น linus เขาเรียกเจ้า "test merge" นี้ว่า "useless merge"
และเห็นว่ากันว่า เขามักจะ reject เจ้า merge branch ที่มีเจ้า "test merge" ติดเข้ามาด้วย
แล้วทำอย่างไร ถึงจะไม่ให้มี test-merge ติดเข้ามาหล่ะ
วิธีที่เขาทำกันก็คือ
ยังทำ test-merge เหมือนเดิม แต่เมื่อ merge เสร็จแล้ว ก็จัดการลบ commit นั้นทิ้งเสีย ด้วยคำสั่ง
git reset --hard HEAD^ผลที่ได้ก็คือ เวลา merge topic กลับเข้า master
เราก็จะได้ tree หน้าตาเกลี้ยงเกลาแบบนี้
o---*---o-------o---o topic
/ \
o---o---o---*---o---o---o---o---+ master
แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ปัญหาที่ตามมาก็คือ ไอ้เจ้าพวก conflict ที่เราเคย solve ตอน test merge
มันจะตามกลับมาให้เราแก้ไขอีกครั้งตอน merge topic กลับไปยัง master
ซึ่งการแก้ไขสองรอบแบบนี้ไม่สนุกแน่ๆ
โชคดีที่ git มีทางออกให้เรา
คำสั่งที่เป็นพระเอกก็คือคำสั่ง git-rerere
หลังจาก merge แล้วเกิด conflict ขึ้น
ให้สั่ง git-rerere ก่อนที่จะแก้ไข conflict
และหลังจากแก้ไข conflict เสร็จแล้ว ก็ให้สั่ง git-rerere อีกที
ผลก็คือ เจ้า git จะแอบจำวิธี solve conflict ของเราไว้
ทำให้ครั้งต่อไปที่เกิด conflict แบบนี้ขึ้นมาอีก (test merge ครั้งถัดไป หรือตอน merge topic กลับ master)
มันจะจัดการ resolve ให้โดยอัติโนมัติ
โดย default แล้ว git-rerere ไม่ได้ถูก enable ไว้
เราสามารถสั่ง enable feature นี้โดยการเข้าไปสร้าง directory rr-cache ไว้ใต้ .git directory
Related link from Roti
Labels:
git
Friday, June 20, 2008
Java, Parallel, Monad
เห็น code java นี้แล้ว ธาตุไฟแทรก
ใครธาตุแข็งแรงเชิญไปอ่านได้ที่นี่
Higher-Order Java Parallelism, Part 1: Parallel Strategies and the Callable Monad
public static <A, B> F<Callable<A>, Callable<B>> fmap(final F<A, B> f) {
return new F<Callable<A>, Callable<B>>() {
public Callable<B> f(final Callable<A> a) {
return bind(a, new F<A, Callable<B>>() {
public Callable<B> f(final A ab) {
return new Callable<B>() {
public B call() {
return f.f(ab);
}
};
}
});
}
};
}
ใครธาตุแข็งแรงเชิญไปอ่านได้ที่นี่
Higher-Order Java Parallelism, Part 1: Parallel Strategies and the Callable Monad
Related link from Roti
Labels:
java
Wednesday, June 11, 2008
merge อย่างไรดี
ปัญหาหนึ่งที่ Orangegears เจอก็คือ เนื่องจากเรา fork ออกมาจาก Ofbiz
แต่ก็ยังต้องการ sync กับ Ofbiz อย่างไกล้ชิด (ไม่เหมือน Opentap ที่แยกออกไปอย่างชัดเจน)
ทำให้เราต้องคอย merge code จาก Ofbiz เข้ามายัง Orangegears เป็นระยะๆ
วิธีการเดิมที่น้อง sand ใช้ ก็คือใช้ kdiff3 ทำการ merge
ซึ่งก็สะดวกดี เพราะมี UI สวยงาม
แต่ผมก็เจอปัญหาว่า changed ของผมมักจะหายไปบ่อยๆ
ผมก็เลยมองหาวิธีใหม่ๆมาเรื่อยๆ
วันก่อนหลังจากลองเล่น multiple branches ใน git ดู
ก็พบว่า git ยืดหยุ่นพอที่เราจะทำ multiple remote branch จาก svn repository มากกว่า 1 ที่ได้
ผมก็เลยทดลอง merge ด้วยวิธีนี้ดู
วิธีการก็คือ
เริ่มด้วยการสร้าง git repository ที่มี link ชี้ไปยัง project ofbiz ก่อน
หลังจากสั่งคำสั่งนี้ git จะสร้าง working directory เปล่าๆให้ (ยังไม่ fetch code มาให้)
โดย file .git/config จะมีหน้าตาแบบนี้
เราก็ทำการจัดแจงแก้ไขชื่อให้เหมาะสม จะได้ไม่งงภายหลัง
และทำการเพิ่ม repository ของ Ofbiz เข้าไป
จากนั้นก็ทำการ fetch ข้อมูลทีละ repository
เริ่มจาก ofbiz ก่อน เอา revision ล่าสุดเลย ไม่เอา history
Note1: เลข revision ของ ofbiz นี่ล่อไปหลักหกแสนแล้ว
ทั้งนี้เพราะ repo ของ apache เขาใช้ share ร่วมกันทุก project
Note2: ผมลอง fetch orangegears ก่อน ปรากฎว่า fetch ofbiz ไม่ได้ (ไม่มี error ด้วย)
ตามด้วย orangegears โดยเริ่มต้นที่ revision 142 เลย ไม่ต้องย้อนอดีตมากนัก
ลองสั่ง git branch -r จะเห็นว่ามี og_trunk กับ ofbiz_trunk เกิดขึ้น
โดย default trunk ของ ofbiz จะถูก map เข้ามาเป็น master ใน local branch
ทำการเปลี่ยนชื่อให้เรียบร้อย จะได้ไม่งงว่าใครเป็นใคร
ส่วน og_trunk นั้นยังไม่มี local branch ต้องทำการสั่ง
ขั้นตอนการ merge
fetch code จาก ofbiz ให้ up-to-date ก่อน
fetch code ของ orangegears ให้ up-to-date เช่นเดียวกัน
เตรียม branch สำหรับ merge โดยสร้าง branch แยกออกจาก og (ไม่จำเป็น แต่ก็ควรทำเป็นนิสัย)
สั่ง merge
ที่ยากก็คือเวลาเกิด conflict ก็ต้องตามแก้ไขให้เรียบร้อยก่อน
Note1: สำหรับผม ผมเลือกใช้ emacs + git-emacs mode ซึ่งมันจะเรียกใช้ ediff ในการ solve conflict
Note2: คิดว่าการ merge ครั้งแรก จะมี conflict เยอะหน่อย
แต่พอเป็นการ merge ครั้งที่ 2.. จะมี conflict น้อยลง เพราะว่า branch ทั้งสองมี history ที่เชื่อมกันแล้ว
(เป็นผลดีต่อ three-way merge)
switch กลับไปยัง og และทำการ merge
จากนั้นก็สั่ง commit กลับขึ้น svn repository
สุดท้ายก็ลบ temporary branch ทิ้ง
ไว้จะทดลองทำสักระยะหนึ่ง (โดยยังไม่ commit ผลลัพท์จากการ merge กลับขึ้น orangegears)
เพื่อดูว่ามันมีประสิทธิภาพแค่ไหนก่อน
แต่ก็ยังต้องการ sync กับ Ofbiz อย่างไกล้ชิด (ไม่เหมือน Opentap ที่แยกออกไปอย่างชัดเจน)
ทำให้เราต้องคอย merge code จาก Ofbiz เข้ามายัง Orangegears เป็นระยะๆ
วิธีการเดิมที่น้อง sand ใช้ ก็คือใช้ kdiff3 ทำการ merge
ซึ่งก็สะดวกดี เพราะมี UI สวยงาม
แต่ผมก็เจอปัญหาว่า changed ของผมมักจะหายไปบ่อยๆ
ผมก็เลยมองหาวิธีใหม่ๆมาเรื่อยๆ
วันก่อนหลังจากลองเล่น multiple branches ใน git ดู
ก็พบว่า git ยืดหยุ่นพอที่เราจะทำ multiple remote branch จาก svn repository มากกว่า 1 ที่ได้
ผมก็เลยทดลอง merge ด้วยวิธีนี้ดู
วิธีการก็คือ
เริ่มด้วยการสร้าง git repository ที่มี link ชี้ไปยัง project ofbiz ก่อน
git svn init http://svn.apache.org/repos/asf/ofbiz/trunk
หลังจากสั่งคำสั่งนี้ git จะสร้าง working directory เปล่าๆให้ (ยังไม่ fetch code มาให้)
โดย file .git/config จะมีหน้าตาแบบนี้
[core]
repositoryformatversion = 0
filemode = true
bare = false
logallrefupdates = true
[svn-remote "svn"]
url = http://svn.apache.org/repos/asf/ofbiz/trunk
fetch = :refs/remotes/trunk
เราก็ทำการจัดแจงแก้ไขชื่อให้เหมาะสม จะได้ไม่งงภายหลัง
และทำการเพิ่ม repository ของ Ofbiz เข้าไป
[svn-remote "ofbiz"]
url = http://svn.apache.org/repos/asf/ofbiz/trunk
fetch = :refs/remotes/ofbiz_trunk
[svn-remote "orangegears"]
url = https://orangegears.svn.sourceforge.net/svnroot/orangegears
fetch = trunk:refs/remotes/og_trunk
จากนั้นก็ทำการ fetch ข้อมูลทีละ repository
เริ่มจาก ofbiz ก่อน เอา revision ล่าสุดเลย ไม่เอา history
Note1: เลข revision ของ ofbiz นี่ล่อไปหลักหกแสนแล้ว
ทั้งนี้เพราะ repo ของ apache เขาใช้ share ร่วมกันทุก project
Note2: ผมลอง fetch orangegears ก่อน ปรากฎว่า fetch ofbiz ไม่ได้ (ไม่มี error ด้วย)
git svn fetch -r 666189:HEAD ofbiz
ตามด้วย orangegears โดยเริ่มต้นที่ revision 142 เลย ไม่ต้องย้อนอดีตมากนัก
git svn fetch -r 142:HEAD orangegears
ลองสั่ง git branch -r จะเห็นว่ามี og_trunk กับ ofbiz_trunk เกิดขึ้น
pphetra@mypann:~/projects/java/t$ git branch -r
ofbiz_trunk
og_trunk
โดย default trunk ของ ofbiz จะถูก map เข้ามาเป็น master ใน local branch
ทำการเปลี่ยนชื่อให้เรียบร้อย จะได้ไม่งงว่าใครเป็นใคร
git branch -m master ofbiz
ส่วน og_trunk นั้นยังไม่มี local branch ต้องทำการสั่ง
git checkout -b og og_trunk
ขั้นตอนการ merge
fetch code จาก ofbiz ให้ up-to-date ก่อน
git checkout -f ofbiz
git svn rebase
fetch code ของ orangegears ให้ up-to-date เช่นเดียวกัน
git checkout -f og
git svn rebase
เตรียม branch สำหรับ merge โดยสร้าง branch แยกออกจาก og (ไม่จำเป็น แต่ก็ควรทำเป็นนิสัย)
git checkout -b merge-ofbiz
สั่ง merge
git merge ofbiz
ที่ยากก็คือเวลาเกิด conflict ก็ต้องตามแก้ไขให้เรียบร้อยก่อน
Note1: สำหรับผม ผมเลือกใช้ emacs + git-emacs mode ซึ่งมันจะเรียกใช้ ediff ในการ solve conflict
Note2: คิดว่าการ merge ครั้งแรก จะมี conflict เยอะหน่อย
แต่พอเป็นการ merge ครั้งที่ 2.. จะมี conflict น้อยลง เพราะว่า branch ทั้งสองมี history ที่เชื่อมกันแล้ว
(เป็นผลดีต่อ three-way merge)
switch กลับไปยัง og และทำการ merge
git checkout -f og
git merge merge-ofbiz
จากนั้นก็สั่ง commit กลับขึ้น svn repository
git svn dcommit
สุดท้ายก็ลบ temporary branch ทิ้ง
git branch -D merge-ofbiz
ไว้จะทดลองทำสักระยะหนึ่ง (โดยยังไม่ commit ผลลัพท์จากการ merge กลับขึ้น orangegears)
เพื่อดูว่ามันมีประสิทธิภาพแค่ไหนก่อน
Related link from Roti
Labels:
git,
ofbiz,
orangegears
Tuesday, June 10, 2008
ใช้ git จัดการ svn branches
ช่วงนี้ project ผมซึ่งใช้ subversion เป็น repository เริ่มมีการแตก branch เยอะขึ้น
ส่งผลให้คนที่ดูหลาย branch เกิดความลำบากในการ switch ไปมาระหว่าง branch มากขึ้น
ปกติวิธีการ switch branch เราสามารถใช้คำสั่ง
แต่ปัญหาก็คือมันมักจะมี code ที่กำลังแก้ค้างอยู่ จะ commit ไว้่ก่อน switch ก็ไม่เหมาะ เพราะยังแก้ไขไม่ทันเสร็จดี
ผมเลือกเอา git มาช่วยจัดการปัญหานี้
เริ่มแรกสุดก็คือ ในตอนที่เราสั่ง svn clone, เราต้องระบุ flag เพิ่มดังนี้
ผลที่ได้ ก็คือ master branch ของเราจะ map เข้ากับ trunk ของ svn
ส่วน branches และ tags ต่างๆที่อยู่ใน subversion repository จะมีสถานะ เป็น remote branch ใน git
สมมติว่าเราต้องการจะทำงานกับ branch j1023
เราก็จะต้องทำการสร้าง local branch ที่ map เข้ากับ remote branch ด้วยคำสั่งนี้
ถ้ามีงานด่วนเข้ามา ระหว่างทำงาน ก็เลือกได้ว่า จะ commit เข้าไปก่อน (กลับมา revert ทีหลังได้ หรือใช้ commit --amend เพื่อรวบยอด commit ภายหลังก็ได้)
หรือถ้าไม่อยาก commit เลย ก็อาจจะใช้ git-stash แทนก็ได้
พอ clear state ของ working copy เสร็จ ก็ให้สั่ง switch โดยใช้คำสั่ง
การ update branch และ trunk ให้เท่ากับ svn repository ทำได้โดยใช้คำสั่ง
ผลของมัน ก็คือ git จะ fetch changed (ของทุกๆ branches, tags) ที่เกิดขึ้นบน svn repo มาที่ git repository
แต่จะยังไม่ apply changed เข้ากับ local branch
ถ้าต้องการ apply changed เข้ากับ local branch เราต้องสั่ง
ส่งผลให้คนที่ดูหลาย branch เกิดความลำบากในการ switch ไปมาระหว่าง branch มากขึ้น
ปกติวิธีการ switch branch เราสามารถใช้คำสั่ง
svn switch ได้เลยแต่ปัญหาก็คือมันมักจะมี code ที่กำลังแก้ค้างอยู่ จะ commit ไว้่ก่อน switch ก็ไม่เหมาะ เพราะยังแก้ไขไม่ทันเสร็จดี
ผมเลือกเอา git มาช่วยจัดการปัญหานี้
เริ่มแรกสุดก็คือ ในตอนที่เราสั่ง svn clone, เราต้องระบุ flag เพิ่มดังนี้
git svn clone http://your-repo -T trunk -b branches -t tags
ผลที่ได้ ก็คือ master branch ของเราจะ map เข้ากับ trunk ของ svn
ส่วน branches และ tags ต่างๆที่อยู่ใน subversion repository จะมีสถานะ เป็น remote branch ใน git
$ git branch
* master
pphetra@pann@[~/projects/java/gitwcfweb]
$ git branch -r
c1001
j1023
j1027
j1039
j1041
trunk
สมมติว่าเราต้องการจะทำงานกับ branch j1023
เราก็จะต้องทำการสร้าง local branch ที่ map เข้ากับ remote branch ด้วยคำสั่งนี้
git checkout -b j1023-local j1023
ถ้ามีงานด่วนเข้ามา ระหว่างทำงาน ก็เลือกได้ว่า จะ commit เข้าไปก่อน (กลับมา revert ทีหลังได้ หรือใช้ commit --amend เพื่อรวบยอด commit ภายหลังก็ได้)
หรือถ้าไม่อยาก commit เลย ก็อาจจะใช้ git-stash แทนก็ได้
พอ clear state ของ working copy เสร็จ ก็ให้สั่ง switch โดยใช้คำสั่ง
git checkout -f master
การ update branch และ trunk ให้เท่ากับ svn repository ทำได้โดยใช้คำสั่ง
git svn fetch
ผลของมัน ก็คือ git จะ fetch changed (ของทุกๆ branches, tags) ที่เกิดขึ้นบน svn repo มาที่ git repository
แต่จะยังไม่ apply changed เข้ากับ local branch
ถ้าต้องการ apply changed เข้ากับ local branch เราต้องสั่ง
git svn rebase
Related link from Roti
Wednesday, June 04, 2008
Structural Type
เมื่อก่อนเวลาเขียนโปรแกรมใน Java, สิ่งแรกที่นึกขึ้นมาในหัวก็คือการกำหนด Interface
ยังขำที่โปรแกรม ruby แรกที่เขียน ก็พยายามจะ define interface ทั้งๆที่ ruby มันไม่มี interface แถมยังทำ duck typing ได้
วันก่อนอ่านเจอ feature ของ scala ที่ชื่อ Structural types ใน Scala
รู้สึกว่า งามจริงๆ
ดูตัวอย่างการใช้ Structural Type
Note: สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับ Scala
def คือการกำหนด method, เครื่องหมาย : คือการกำหนด type
กรณี code ข้างล่างนี้, method say มี return type เป็น String
ส่วน
ยังขำที่โปรแกรม ruby แรกที่เขียน ก็พยายามจะ define interface ทั้งๆที่ ruby มันไม่มี interface แถมยังทำ duck typing ได้
วันก่อนอ่านเจอ feature ของ scala ที่ชื่อ Structural types ใน Scala
รู้สึกว่า งามจริงๆ
ดูตัวอย่างการใช้ Structural Type
class Person {
def say():String = "hi"
}
class Duck {
def say():String = "Quack"
}
object Test {
def play(element: {def say():String}) = {
System.out.println(element.say());
}
def main(args : Array[String]) : Unit = {
play(new Person())
play(new Duck())
}
}
Note: สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับ Scala
def คือการกำหนด method, เครื่องหมาย : คือการกำหนด type
กรณี code ข้างล่างนี้, method say มี return type เป็น String
def say():String = "Quack"
ส่วน
Object {...} ก็คือ Singleton Object
Related link from Roti
Labels:
scala
Monday, June 02, 2008
Groovy in Ofbiz
น้องแซนแจ้งมาว่าขณะที่ merge source code ของ Ofbiz เข้า project Orangegears
พบว่ามี้ groovy code โผล่เข้ามาแล้วแล้ว
ว่าแล้วผมก็จัดแจง update source code ของ orangegears เสียหน่อย
แล้วก็สั่ง grep -ilR groovy ดู
ก็พบว่าเริ่มมีการ replace screen action script จากของเดิมที่เขียนด้วย bsh ไปเป็น groovy บ้างแล้ว
แล้วก็พบว่ามีการเตรียมการใช้ groovy ใน service layer อีกด้วย (แต่ยังไม่ได้มีการ implement)
ลองไล่เปรียบเทียบ syntax ของ bsh กับ groovy ดูว่า ช่วยลดรูปอะไรได้บ้าง
ใน ofbiz เวลา pass parameters มักจะใช้ Map ในการ pass arguments
พอเปลี่ยนเป็น groovy แล้วการสร้าง Map ก็เลยกระทัดรัดขึ้น
แน่นอนพวกการ iterate collections นี่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ
การอ้างถึง value ใน Map
ด้วย syntax sugar ของ Groovy ก็เลย สะอาดสะอ้านขึ้นแบบนี้
การ check empty หรือ null collections ก็สบายตาขึ้น
พบว่ามี้ groovy code โผล่เข้ามาแล้วแล้ว
ว่าแล้วผมก็จัดแจง update source code ของ orangegears เสียหน่อย
แล้วก็สั่ง grep -ilR groovy ดู
ก็พบว่าเริ่มมีการ replace screen action script จากของเดิมที่เขียนด้วย bsh ไปเป็น groovy บ้างแล้ว
แล้วก็พบว่ามีการเตรียมการใช้ groovy ใน service layer อีกด้วย (แต่ยังไม่ได้มีการ implement)
ลองไล่เปรียบเทียบ syntax ของ bsh กับ groovy ดูว่า ช่วยลดรูปอะไรได้บ้าง
ใน ofbiz เวลา pass parameters มักจะใช้ Map ในการ pass arguments
พอเปลี่ยนเป็น groovy แล้วการสร้าง Map ก็เลยกระทัดรัดขึ้น
// bsh
payment = delegator.findByPrimaryKey("Payment",
UtilMisc.toMap("paymentId", paymentId)));
# groovy
payment = delegator.findByPrimaryKey("Payment", [paymentId : paymentId]);
แน่นอนพวกการ iterate collections นี่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ
// bsh
oibIter = orderItemBillings.iterator();
while (oibIter.hasNext()) {
orderIb = oibIter.next();
orders.add(orderIb.getString("orderId"));
}
# groovy
orderItemBillings.each { orderIb ->
orders.add(orderIb.orderId);
}
การอ้างถึง value ใน Map
ด้วย syntax sugar ของ Groovy ก็เลย สะอาดสะอ้านขึ้นแบบนี้
// bsh
context.put("decimals", decimals);
context.put("rounding", rounding);
# groovy
context.decimals = decimals;
context.rounding = rounding;
การ check empty หรือ null collections ก็สบายตาขึ้น
// bsh
if (glAccounts != null && glAccounts.size() > 0) {
glAccount = glAccounts.get(0);
# groovy
if (glAccounts) {
glAccount = glAccounts[0];
Related link from Roti
Subscribe to:
Posts (Atom)
