Showing posts with label learning. Show all posts
Showing posts with label learning. Show all posts

Thursday, January 14, 2010

เรียนสีน้ำ

เมื่อวานที่ Opendream มีการจัดกิจกรรมเรียนวาดภาพสีน้ำครั้งแรก โดยมีน้องแพ็ครับหน้าที่เป็นผู้สอน, course แรกเริ่มด้วยการแจกรูปลายเส้นขนมเค็ก พร้อมกับให้ดูภาพจริงบน computer จากนั้นก็สั่งสั้นๆว่า "ระบาย"

ผู้เรียนทั้งหลายก็ก้มหน้าก้มตาระบาย (บางคนก็ประทัวงบ้างว่า ยังไม่สอนเลย จะระบายได้อย่างไร)



ผมชอบวิธีเรียนแบบนี้นะ ทักษะการระบายสีคือการปฎิบัติ อยากรู้ก็ต้องระบาย จะมามัวเรียนว่าจับพู่กันอย่างไร, หรือเรียนรู้ basic introduction ของสีน้ำ มันก็ไช่ที่

ผมเคยหัดเขียนสีน้ำ เมื่อตอนยังหนุ่มๆเหมือนกัน สมัยนั้นพบว่า อุปสรรคสำคัญของคนที่อยากจะเรียนสีน้ำ ก็คือ "ความกลัว" กลัวว่าจะวาดหรือระบายออกมาไม่สวย. ก็เลยไม่กล้าลงมือทำ น่าสนใจตรงที่ว่า ความกลัว นั้นมันเกิดมาได้อย่างไร. เป็นผลจากการศึกษาหรือ culture หรือเป็น Generalize ของมนุษย์

เพื่อเป็นกำลังใจให้น้องๆที่ชอบคาดหวังกับตัวเอง ก็เลยไปค้นรูปสีน้ำรูปแรก(18 ปีแล้ว) มาให้ดู


ถ้าคาดหวังไว้สูงเกินจริง หรือมีความคิดลบกับตัวเอง ก็คงเลิกไปแล้ว
แต่ถ้าวาดไปเรื่อยๆ ไม่กลัว สักวัน(ของผมนี่หลายปีอยู่) มันก็จะพอดูได้ขึ้นมา (อันนี้ก็ราวๆ 13 ปีแล้วมั้ง)



ประเด็นที่สำคัญของการระบายสีน้ำสำหรับผม ก็คือ ความสุขอยู่ที่ระหว่างการระบาย ถ้าไป focus ผิดที่ก็จะไปวางความสุขไว้ที่ผลลัพท์ อยากเห็นผลลัพท์ที่สวยงาม จริงๆแล้ว ผลลัพท์ที่สวยงามเป็นแค่ผลพลอยได้

Quote ที่ตรงที่สุดสำหรับเรื่องนี้ คือ

Experience is what you get when you didn't get what you wanted.

เวลาลงสี จะเห็นได้ชัดเลยว่า มันออกมาไม่เหมือนที่เราอยากได้

Related link from Roti

Friday, June 26, 2009

Dreyfus model

เมื่อวานได้มีโอกาสนั่งดู presentation หัวข้อ "Developing Expertise: Herding Racehorses, Racing Sheep" ของ Dave Thomas. ฟังแล้วประทับใจมากทั้งขำหัวเราะจนท้องแข็ง และปิ๊งกับเนื้อหาที่มีการใช้ metaphor เรื่องเด็กสองขวบทำให้ผม(ซึ่งมีลูกเล็กๆ 2 ขวบ) เห็นภาพชัดเจน

Theme ใน presentation ของ Dave(ที่ไม่ใช่ program dave ในหนังสือ ruby on rails ที่มีคนแปลมั่วๆไว้) กล่าวอ้างถึง Dreyfus model of skill acquisition ซึ่ง Stuart และ Hubert Dreyfus เสนอไว้เมื่อปี 1980 ว่า ในการเรียนรู้ทักษะใดๆก็ตาม มันมี 5 level ที่เราต้องผ่าน
  • Novice
  • Advance Beginner
  • Competent
  • Proficient
  • Expert
ที่น่าสนใจก็คือ Dave claim ว่าใน domain ใดๆก็ตาม พวกที่มีมากสุดก็คือ level 2 Advance Beginner, คำถามที่น่าสนใจก็คือ ทำไม? ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไปติดค้างอยู่ที่ระดับนั้น. บางคนก็เสนอขึ้นมาว่า เพราะเขาคิดไปเองน่ะสิว่า ระดับที่เขาอยู่นั้นเป็นระดับ 4. อันนี้ตรงกับกฎข้อที่ 1 ของ Dunning-Kruger effect ที่ว่า
Incompetent individuals tend to overestimate their own level of skill.
บางคนก็เสนอว่า ในการที่จะเลื่อนจากระดับ 2 ไประดับ 3 ได้นั้น เขาต้องการ mentor แต่จำนวนคนในระดับ 3,4,5 ไม่พอที่จะเป็น mentor ให้กับทุกคนในระดับ 2 (การเป็น mentor นั้นต้องอาศัยส่วนผสมหลายอย่างที่ลงตัว ไม่ใช่อยากจะเป็นก็เป็นได้)

Dave เขาถามผู้ฟังว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่าง level 2 กับ level 3. ความแตกต่างที่เห็นชัดสุดก็คือ "Dependent" คนที่อยู่ระดับที่ 3 สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ต่างกับระดับที่ 2 ที่ต้องการให้มีคนบอกว่า ต้องทำอะไรบ้าง. สิ่งที่ตามมากับ Dependent ก็คือ "Risk". ฟังถึงตรงนี้แล้วตรงใจมาก คนส่วนใหญ่ไม่พร้อมจะเสี่ยง ทุกคนอยากอยู่ใน safety zone หรือ comfort zone

quote ที่ผมชอบสุดก็คือ ประโยคนี้
don't never ever let the expert choose your next architecture because they will choose the components that they are curious to see if it work.
ปล. 1 ในหนังสือ Pragmatic Thinking and Learning: Refactor Your Wetware มีบทที่ว่าด้วย Dreyfus Model อยู่บนหนึ่ง มีให้อ่าน free อยู่ครึ่งบทด้วย ใครสนใจไปตามอ่านได้ครับ Link (ผมอ่านแล้ว แล้วก็ลืมหมดแล้ว จนมาฟัง presentation นี้ก็เลยปิ๊งขึ้นมา)

ปล 2. ขอแสดงความเสียใจกับ Roti และ Opengis ที่ Opendream อนุญาติให้ผมเลือก components ตามใจชอบ (ตอนนี้พยายามยัด erlang ลงไปใน architecture อยู่)


Related link from Roti

Tuesday, January 30, 2007

การสอนคณิตศาสตร์

ไม่ใช่บ้านเราเท่านั้นที่มีปัญหา
Only 43% U.S. math teachers arrived at the correct answer to: 1 3/4 divided by 1/2 compared to 100% of the Chinese teachers.

อ่านเบื้องต้นได้ที่นี่ East meets West: Fundamental Differences in Math Teaching

Related link from Roti

Friday, January 05, 2007

We are what we repeatedly do

อันนี้เขาว่าเป็นคำพูดของ Aristotle
ซึ่งถ้าให้เหลือคำเดียว ก็คือคำว่า Habit
หรือของไทย ก็คือ นิสัย,กิจวัตร,ความเคยชิน

พออายุมากขึ้น ผมก็เริ่มเห็นพ้องกับคำพูดข้างต้น
จากการเฝ้ามองตัวเอง
จะเห็นว่ามีหลายอย่างเลย ที่เป็นปฏิกริยาอัติโนมัติ
ทั้งเรื่องเล็กๆน้อยๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่

ลองดูเรื่องเล็กๆแล้วกัน (เรื่องใหญ่ๆ ใครเขาจะเอาตัวเองมาเผาเล่า)
ยกตัวอย่างนิสัยการเคี้ยวอาหาร
หลังจากใช้เวลา 30 กว่าปี ในการเคี้ยวอย่างมูมมาม
ในที่สุดผมก็พบว่า ปากผมมันมักจะไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งผมแล้ว
ในขณะที่สมองสั่งว่า เคี้ยวเยอะๆไม่ต้องรีบกลืน
แต่พออาหารแตะถึงส่วนหลังของโคนลิ้น
กลไกการกลืนจะเกิดขึ้นทันที
เป็นสภาพที่น่าตกใจเหมือนกันนะ
ที่พบว่าเราสูญเสียการควบคุมบางอย่างไป

เรื่องเล็กๆอีกเรื่อง ก็คือ การอ่าน
ผมฝึกอ่านเร็วตั้งแต่ยังเด็ก
การอ่านจะใช้วิธีการกระโดดไปตามคำต่างๆ
มารู้ตัวอีกที ก็พบว่า
ผมอ่าน กลอน หรือ บทกวี ไม่ได้
เพราะลูกตามันไม่ยอมกวาดไปทีละตัว
ต้องใช้เวลาฝึกเปลี่ยนนิสัยอยู่นานทีเดียว
ถึงจะกลับมาอ่านบทกวีได้

ตัวอย่างของ Habit ที่เห็นได้ชัด
จะเกี่ยวข้องกับ motor learning
สมัย ที่ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัยใหม่ๆ
ตอนนั้นผมเล่น softball เป็น catcher หรือไม่ก็ short stop
สิ่งที่ผมทำมาตลอด ระหว่างการเล่นก็คือ
การเบี่ยงตัวหลบ วิถีการเคลื่อนที่ ของลูกที่ไม่ได้คาดคิด
เช่น เด้นพื้นผิดทิศทาง
ซึ่งถ้าวัดความเร็วของปฏิกริยาแล้ว ก็ขอโม้ว่า
น้องๆทืมชาติ

วันหนึ่ง ผมเดินไปเรียนกับเพื่อนสาวสวยซึ่งเป็นดาวคณะวิศวะในตอนนั้น
คุณเธอเดินหน้า ผมเดินตามหลัง
อยู่ดีๆ เธอก็เกิดลื่นพรื่ดหงายหลังขึ้นมา
ซึ่งถ้าในนิยายหวานแหว๋วทั่วไป พระเอกก็ต้องโอบรับนางเอกอย่างสวยงาม
แต่ในกรณีผม ร่างกายมันฝึกมาดี
ทำให้ผมเบี่ยงตัวหลบได้อย่างสวยงาม
รอดพ้นจากการรับได้อย่างหวุดหวิด
(เศร้าไหมหล่ะ กำลังจีบอยู่ด้วย)

การคิดทั้งหลาย ก็เป็น Habit เหมือนกัน
Edward De bono ยังเขียนขายได้ตั้งหลายเล่ม

แน่นอน นิสัยมันกินความไปถึง วิชาชีพที่เราทำด้วย
นิสัยการ coding ของเรา
"code แบบไม่คิดอะไร ทำงานได้ก็พอ"
ทำบ่อยเข้า ก็จะติดเปิดนิสัย
หรือ นิสัยขององค์กร พัฒนาโปรแกรมที่ไร
ก็ทำตามแบบที่เคยทำกันไปเรื่อยๆ

ปัญหาก็คือ
แล้วเราจะเลิกนิสัยไม่ดี หรือ เริ่มนิสัยดี ได้อย่างไร
อุปสรรคของการเริ่มนิสัยดีๆ ก็คือ postpone หรือภาษาไทยว่า ปัดวันประกันพรุ่ง
อย่างที่ประโยคข้างบนว่า "repeatedly do"
ถ้าไม่เริ่มทำ ก็ไม่มีจุดเริ่มต้น
ส่วนอาวุธที่จะจัดการ นิสัยที่ไม่ดี ก็คือ สติ
(คำถามที่น่าสนใจ องค์กร จะมี สติ ได้ไหม
สติ ของ องค์กร เป็นอย่างไร)

ปิด ด้วยคำคม

“Our habits always occur in the plural, and they belong together,
constituting a style.”
From the point of view of character, our habits make us who we are.


Habits do not wait to be used;
they project themselves into one’s thoughts and behaviors.


เรื่อง Habit มีประเด็นน่าสนใจอีกเยอะ
ควรอ่านเพิ่มเติมอย่างยิ่ง
The Laws of Habit
Tacit knowledge and habit

Related link from Roti